บทที่ 4 เพราะปากไม่ตรงกับใจ
บทที่4
เพราะปากไม่ตรงกับใจ
กระทิงไม่พูดไม่จาก็ลุกขึ้นเดินมุ่งตรงไปยังห้องนอนของฟ้าใสทันที โดยที่เขาต้องการให้เห็นกับตาว่าเด็กสาวที่เขาเพิ่งปากพล่อยไล่ตะเพิดไป จะเก็บข้าวของหนีเขาไปจริง ๆ แล้วหรือ
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ร่างสูงเคาะประตูก่อนจะถือวิสาสะผลักเปิดเข้าไป โดยไม่ได้รอให้อีกฝ่ายอนุญาต
ภายในห้องนอนเล็กขนาดกะทัดรัดที่เขายกให้เธอไปมีแต่ความว่างเปล่า และของใช้ทุกอย่างที่เป็นเขาเตรียมไว้ให้ ประหนึ่งคนในครอบครัว ซึ่งแม้แต่เครื่องใช้ส่วนตัว ที่เขาต้องศึกษาและจัดมาให้เธอ ทุกอย่างยังคงถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยของการรื้อค้นหรือการเก็บกระเป๋าเพื่อย้ายออกอย่างที่เขานึกกลัวในตอนแรก
ทว่า... บรรยากาศรอบตัวกลับดูเงียบเหงาเมื่อไร้ผู้เป็นเจ้าของห้อง
กระทิงขมวดคิ้วมุ่น เดินสำรวจรอบห้องก่อนจะเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่วางทับไว้บนโต๊ะหนังสือ หัวใจที่ว่าแกร่งแค่ไหนก็กระตุกวูบได้โดยไม่รู้ตัว
มือหนารีบคว้าแผ่นกระดาษนั้นขึ้นมาอ่านทันที
‘ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ... ฟ้าใสผิดเอง จะไม่อยู่ให้คุณกระทิงลำบากใจอีก’
ข้อความสั้นๆ แต่ทำเอาคนอ่านถึงกับนิ่งค้าง สมองที่เคยประมวลผลอะไรได้รวดเร็วกลับตื้อตันไปหมด
จะกลับไปให้แม่เลี้ยงชุบตัวขายอีกงั้นเหรอ เด็กบ้า! อดไม่ได้ก็กนด่าออกไป แต่ใจตัวองกลับเจ็บกว่า
แล้วภาพเหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อนก็ย้อนกลับเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ
เสียงเพลงจากลำโพงดังทะลุเข้ามาถึงในโสตประสาทตั้งแต่เท้ายังไม่ทันก้าวผ่านประตูบานยักษ์ของคลับหรูระดับเอ็กซ์คลูซีฟย่านใจกลางเมือง...
ที่นี่ไม่ใช่ผับ ที่ใครจะเดินดุ่ม ๆ เข้ามาก็ได้ ตั๋วผ่านทางหน้าร้านคือการสแกนใบหน้า เช็กเครื่องแต่งกาย และที่สำคัญที่สุดคือการตรวจบัตรประชาชนอย่างเข้มงวด
“ฟ้าใส! เร็ว ๆ ดิแก การ์ดเขามองแล้วเนี่ย”
‘เกรซ’ เพื่อนสาวร่วมสาขาคณะบัญชีหันมากระชากข้อมือของ ฟ้าใส เด็กปีหนึ่งหน้าม้าซีทรูตากลมแป๊วที่กำลังยืนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกอยู่ท้ายแถว รอบตัวของพวกเธอคือกลุ่มเพื่อนใหม่ในมหาวิทยาลัยอีกสี่ห้าคนที่กำลังตื่นเต้นกับการมา ‘ฉลองเปิดเทอมใหม่’ ตามคำชวนแกมบังคับของหัวโจกในกลุ่ม
จริงๆ แล้ว ฟ้าใสไม่ได้อยากมาสถานที่อโคจรแบบนี้ เพราะความเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว วัน ๆ อยู่แต่กับตัวหนังสือนิยายแนวที่ชอบ แต่เพราะคำขู่ของเพื่อนที่บอกว่า ‘ถ้าคืนนี้ไม่มา ถือว่าไม่เข้าพวก และพวกกูจะไม่ให้มึงเข้ากลุ่ม’ ซึ่งคำพูดนั้นมันค้ำคอ เด็กที่ไม่เคยออกสังคมนอกบ้าน กลัวเพื่อนไม่คบอย่างเธอจึงไม่มีทางเลือก
และเพื่อจะผ่านประตูนี้ไปได้... ฟ้าใสตัดสินใจทำเรื่องที่บ้าที่สุดในชีวิต มือบางที่สั่นเทาค่อย ๆ เอื้อมลงไปหยิบกระเป๋าเงินในเป้สะพายหลังที่มีพวงกุญแจหมีน้อยห้อยอยู่ เธอกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคอพลางปลอบใจตัวเอง ตอนที่ยื่นบัตรประชาชนพลาสติกแข็ง ๆ ส่งให้การ์ดร่างยักษ์หน้าร้าน
นั่นไม่ใช่บัตรของเธอ... แต่เป็นบัตรของ ‘พลอยใส’ พี่สาวลูกติดของแม่เลี้ยงที่มีอายุ 20 ปี บรรลุนิติภาวะแล้ว ส่วนเธออีกไม่กี่วันก็จะครบสิบแปดปีบริบูรณ์ และโชคดีที่โครงหน้าของพวกเธอมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แถมฟ้าใสยังจงใจแต่งหน้าและปล่อยผมยาวตรงสลวยสีดำสนิทลงมาปิดแก้มเพื่อพรางตา
“...อืม ผ่านได้” การ์ดส่งบัตรคืนพร้อมปั๊มหมึกเรืองแสงที่ข้อมือ
ฟ้าใสลอบถอนหายใจยาวจนอกกระเพื่อม หัวใจเต้นรัวเป็นกลองรบ เธอรีบก้าวเท้าตามแก๊งเพื่อนเข้าไปด้านในทันที
ทว่าบรรยากาศภายในคลับถูกเนรมิตด้วย แสงไฟหลากสีสาดส่องสลับไปมาตามจังหวะหนัก ๆ สลับกับเสียงสแครชแผ่นของดีเจที่เปิดเพลงดังกระหึ่มจนแผ่นอกบางสะเทือน
ความอึกทึกและความอบอวลของกลิ่นน้ำหอมปนกลิ่นแอลกอฮอล์ทำเอาเด็กปีหนึ่งอย่างเธอถึงกับเวียนหัวจนปวดขมับจี๊ด
“ทางนี้ ๆ ตามการ์ดไปที่โต๊ะเร็วพวกมึง!” เกรซตะโกนบอกเสียงดังพลางเดินนำแก๊งเพื่อนฝ่าฝูงชนที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกกันอย่างเบียดเสียด
ฟ้าใสเดินก้มหน้าก้มตา กอดกระเป๋าเป้หมีน้อยไว้แนบตัวด้วยความหวาดระแวง สายตาที่พร่ามัวเพราะแสงไฟวิบวับทำให้เธอมองไม่ถนัด และในจังหวะที่คนเบียดกระแทกเข้ามา ร่างบางก็หัวคมำไปข้างหน้า...
ปึก!
“โอ๊ะ! ขอโทษค่ะ! ขอโทษจริง ๆ ค่ะ!”
ฟ้าใสอุทานลั่นด้วยความตกใจ เมื่อรู้ตัวว่าปลายรองเท้าผ้าใบของตัวเองดันไปเหยียบเข้าที่หลังเท้าของผู้ชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งที่กำลังยืนคุยอยู่กับกลุ่มเพื่อน
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าคมสันชะงักกึก ก่อนจะตวัดสายตาคมดุหันกลับมามองทันที
ฟ้าใสกลืนน้ำลายลงคอ กลัวโดนฟาด เมื่อแสงไฟสลัวในคลับสะท้อนให้เห็นโครงหน้าคมคายดุดัน คิ้วหนาขมวดเป็นปมด้วยความขัดใจ และท่าทางเหมือนพวกพร้อมลุยทุกเมื่อทำเอาฟ้าใสหน้าซีดเผือด เธอรีบก้มหัวปรก ๆ ขอโทษขอโพยตัวสั่นเหมือนกระต่ายน้อยตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับเสือใหญ่จอมโหด ยิ่งเห็นสายตาคมกริบคู่นั้นมองนิ่ง ๆ เธอก็ยิ่งตื่นตระหนก
หนุ่มรูปร่างสูงถอนหายใจยาวอย่างขัดใจ เมื่อเห็นอาการเหมือนจะร้องไห้ของหญิง
สาวตรงหน้า เขาแสร้งทำเสียงห้วนสะบัดไล่เพื่อตัดความรำคาญ
“เออ... ทีหลังเดินดูทางดี ๆ เดี๋ยวจะเจ็บเท้าเอา”
แต่นัยน์ตากลมแป๊วคู่นั้นฉายแววรู้สึกผิดและหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด ฟ้าใสละล่ำละลักบอก “ขะ...ขอบคุณค่ะ” ก่อนจะรีบซอยเท้าวิ่งหนีรังสีความน่ากลัวนั้น แล้วตรงดิ่งไปหาแก๊งเพื่อนที่เดินไปยังโต๊ะฝั่งตรงข้าม โดยไม่เลี้ยวหลังมามองเธอสักนิด...
